[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
มณฑลทหารบกที่ ๑๗ ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี : ยินดีต้อนรับ
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
มณฑลทหารบกที่ ๑๗ ค่ายสุรสีห์ ยินดีตอนรับทุกท่านที่มาเยือน
เมนูหลัก
ลิงค์หน่วยงาน
e-Learning
ลิงค์แนะนำ

ค้นหาจาก google
สถิติผู้เยี่ยมชม

 เริ่มนับ 31/มี.ค./2558
ผู้ใช้งานขณะนี้ 2 IP
ขณะนี้
2 คน
สถิติวันนี้
194 คน
สถิติเมื่อวานนี้ี้
230 คน
สถิติเดือนนี้
4871 คน
สถิติปีนี้
61161 คน
สถิติทั้งหมด
535883 คน
IP ของท่านคือ 3.215.79.204
(Show/hide IP)

  
ประวัติหน่วย  
 

       
      
ตราสัญลักษณ์
มณฑลทหารบกที่ ๑๗
          เป็นรูปราชสีห์ทะยานภายในกงจักร ด้านหน้าเป็นรูป “ เปลวไฟ” ด้านหางเป็นรูป “ลม” ด้านล่างเป็นรูป “ดิน” และ รูป “น้ำ”  เบื้องล่างสุดเป็นรูปแพรแถบมีปลายแฉกทั้งสองข้าง และกลางแพรแถบมีคำว่า “มณฑลทหารบกที่ ๑๗” ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ
-มงกุฎ            หมายถึง         - พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
-๙                 หมายถึง          - รัชกาลที่ ๙
                                           - ความเจริญก้าวหน้าตลอดไป
-รัศมี              หมายถึง          - แสงสว่าง ความรุ่งโรจน์ ชัยชนะ
-กงจักร           หมายถึง         - กองทัพบก
-ราชสีห์          หมายถึง         - แทนพระองค์ท่าน กรมพระราชวังบวร ฯ ที่สร้างวีรกรรมชนะข้าศึก(พม่า) ในสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของ มทบ.๑๗ ในปัจจุบัน
-ดิน               หมายถึง          - คำบาลีว่า (มะ) หรือ ปฐวีธาตุดิน (โม)
                                           - อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ คงกระพันชาตรี
-น้ำ                หมายถึง          - คำบาลีว่า (นะ) หรือ วาโปธาตุน้ำ (นะ)
                                           - เสน่ห์  เมตตา
-ลม               หมายถึง          - คำบาลีว่า (ธะ) หรือ วาโยธาตุลม (ธา)
                                           - การล่องหน กำบัง สะกด
-ไฟ                หมายถึง         - คำบาลีว่า (พะ) หรือ เตโชธาตุไฟ (พุท)
                                           - สะเดาะเคราะห์  ขับไล่ผี
ประวัติมณฑลทหารบกที่ ๑๗
              หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ โลกได้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายคอมมิวนิสต์ และฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในอินโดจีน เกิดเป็นสงครามเวียดนามขึ้น และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุด สหรัฐอเมริกาตระหนักดีว่า หากอินโดจีนแพ้สงคราม และตกเป็นของคอมมิวนิสต์แล้ว จะนำไปสู่การสูญเสียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ตามทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) จึงตกลงใจส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมกับกำลังของฝ่ายโลกเสรีอีก ๗ ประเทศ คือออสเตรเลีย นิวซีแลนด์, สเปน, ฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) และไทย 
              รัฐบาลไทย ในสมัยนั้น ซึ่งมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือตามคำร้องขอของรัฐบาลเวียดนามใต้ และเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๑ ได้ออกคำสั่งยุทธการที่ ๑๒๒ จัดตั้ง​"กองพลทหารอาสาสมัคร" ขึ้น มีที่ตั้งปกติอยู่ที่ค่ายกาญจนบุรี และฝากการบังคับบัญชาไว้กับกรมยุทธศึกษาทหารบก โดยมี "ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ" (ศกน.ยศ.ทบ.) เป็นหน่วยให้การสนับสนุนทางด้านยุทธการ และการส่งกำลังบำรุง เพื่อเตรียมความพร้อม ที่จะเดินทางไปให้การสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ ในนามของ"กองพลทหารอาสาสมัคร" หรือ "กองพลเสือดำ" ซึ่งได้สร้างวีรกรรมที่สมควรยกย่องและบันทึกไว้เป็นบทเรียนแก่อนุชนรุ่นหลังหลายครั้ง ได้แก่ วีรกรรมที่ฟุกโถ, บินห์สัน เฟือกกาง และ ล็อคแอนเป็นต้น นับว่าเป็นบทบาทที่สำคัญ ของ "ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ" ที่ได้เสริมสร้างกำลังรบของกองทัพบกไทย ซึ่งได้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการรบ
               เมื่อ "กองพลอาสาสมัคร" ได้ปฏิบัติภารกิจครบตามวาระแล้ว กองทัพบกจึงได้สั่งการให้เดินทางกลับประเทศไทย ในส่วนของ"ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ กรมยุทธศึกษาทหารบก"  ได้แปรสภาพเป็นจังหวัดทหารบกราชบุรี (ส่วนแยกกาญจนบุรี) เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๕ ตามคำสั่งกองทัพบกมีคำสั่ง(เฉพาะ) ที่ ๑๑๖/๑๕ ลง ๑๕ กันยายน ๒๕๑๕ ใช้ชื่อย่อว่า จทบ.ร.บ.(ส่วนแยก ก.จ.) เป็นจังหวัดทหารบกส่วนแยก( ประเภท ค.) พร้อมกับให้โอนโรงพยาบาลศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นหน่วยขึ้นตรงของ จทบ.ร.บ.(ส่วนแยก ก.จ.) โดยเรียกชื่อใหม่ว่า โรงพยาบาลค่ายกาญจนบุรี ได้รับพระราชทานเปลี่ยนนาม โรงพยาบาลใหม่เป็น โรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ ตามประกาศกองทัพบก ณ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓ และให้แปรสภาพหมวดสารวัตร ที่จัดขึ้นสมทบ ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นกองร้อยสารวัตร จังหวัดทหารบก ราชบุรี (ส่วนแยกกาญจนบุรี ) กำลังพลของจังหวัดทหารบกราชบุรี (ส่วนแยกกาญจนบุรี) ส่วนใหญ่ปรับย้ายมาจาก กำลังพลของ ศูนย์ดำเนินกรรมวิธีทหารไปรบนอกประเทศ กรมยุทธศึกษาทหารบก โดยมีที่ตั้งปกติอยู่ที่ค่ายกาญจนบุรี ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ( ต่อมาเปลี่ยนเป็นค่ายสุรสีห์ )
               และเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.​ ๒๕๓๓ กองทัพบกได้มี คำสั่งกองทัพบก ลับเฉพาะ ที่ ๑๒๙/๓๓  ลง ๑๔  สิงหาคม  ๒๕๓๓ ให้แปรสภาพหน่วยและปรับการจัดหน่วย จากจังหวัดทหารบกราชบุรี(สวนแยกกาญจนบุรี) เป็นจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี เป็นจังหวัดทหารบกชั้น ๑ ขึ้นตรงกับมณฑลทหารบกที่ ๑๑
               ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ และกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่ และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้มีผลในการปฏิบัติตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘
               จังหวัดทหารบกกาญจนบุรี จึงได้ปรับเป็น มณฑลทหารบกที่ ๑๗ เป็นหน่วยขึ้นตรงกับ  กองทัพภาคที่ ๑ รับผิดชอบพื้นที่ในเขตจังหวัด​กาญจนบุรี​และจังหวัด​สุพรรณบุรี​  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


 
 ภารกิจ
 
  
                บังคับบัญชากำลังประจำถิ่นตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
                รักษาความสงบเรียบร้อย ในเขตพื้นที่ รวมทั้ง การศาลทหาร การคดี และ การเรือนจำ
                ดำเนินการควบคุมสรรพกำลังในเขตพื้นที่
                สนับสนุนหน่วยทหารที่อยู่ในพื้นที่
                ดำเนินการควบคุมตามแผนยุทธศาสตร์การต่อสู้เบ็ดเสร็จ เพื่อรักษาความสงบภายใน และการป้องกันประเทศ
 
 

  ขีดความสามารถ
 
 
                รักษาระเบียบวินัย และแบบธรรมเนียมของทหาร   ภายนอกที่ตั้งหน่วยทหาร    และมีอำนาจสั่งการแก่หน่วยทหารในเขตพื้นที่ในกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
               ใช้อำนาจตามกฎหมายในการสั่งการแก่หน่วยทหาร เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญ สถานที่ และ อสังหาริมทรัพย์ของทหารในเขตพื้นที่ รวมทั้งจัดการ     เฝ้ารักษา สถานที่ตั้งสำคัญอย่างต่อเนื่อง
               จัดการประชาสัมพันธ์ เพื่อประโยชน์ทางทหาร ตลอดจนติดต่อกับหน่วยพลเรือนในเขตพื้นที่กำกับดูแล ประสานงาน และดำเนินกิจการพลเรือนในเขตพื้นที่
               อำนวยการรักษาความปลอดภัย และสถานที่สำคัญทางทหารในเขตพื้นที่        ในเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการก่อความไม่สงบ การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง  การรักษาสถานที่และบุคคลสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉิน การข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรอง
                ดำเนินการเกี่ยวกับการศาลทหาร การคดี และเรือนจำ
                ดำเนินการระดมสรรพกำลังทางด้านกำลังพล การสัสดี การส่งกำลังบำรุง  และ        การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร
                จัดการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร
                ดำเนินงานด้านกำลังพลในเรื่อง  การจัดทำประวัติรับราชการ  ดำเนินการเกี่ยวกับ บำเหน็จ บำนาญ สนับสนุนหน่วยทหารในเขตพื้นที่
                บำรุงขวัญทหารในเขตพื้นที่ด้วยการสวัสดิการ และการบำรุงขวัญอื่นๆ เช่น             การร้านค้า   การออมทรัพย์ การสงเคราะห์ทางฌาปนกิจ การพิธีทหาร สหกรณ์ การสโมสรทหาร        การสงเคราะห์ทางด้านการเงินการกีฬา การบันเทิง การพักผ่อนหย่อนใจ การไปรษณีย์ กิจการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  การอบรมจิตใจ และการบริการด้านการศึกษา
                สนับสนุนการฝึกให้กับหน่วยทหารในเขตพื้นที่ ในเรื่องเครื่องช่วยฝึก การบริการสนามฝึก  และสนามยิงปืน
                รักษาและควบคุมอสังหาริมทรัพย์ของทหารในเขตพื้นที่รวมทั้งการเก็บผลประโยชน์จากสถานที่ หรืออสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น
                สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงให้แก่ตนเอง และหน่วยทหารในเขตพื้นที่ ตามที่หน่วยเหนือกำหนด
                จัดเก็บรักษา และบริการแบบธรรมเนียมแก่หน่วยทหาร และแจกจ่ายแบบธรรมเนียมของกองทัพบก แก่หน่วยทหารในเขตพื้นที่
                ดำเนินการบริหารการเงินราชการ ทำการเบิกจ่าย เก็บรักษา จัดทำบัญชีราชการให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และรวบรวม จัดทำ บริหาร ควบคุมงบประมาณ ตลอดจนรายงานผลการใช้งบประมาณ ของหน่วยทหารในเขตพื้นที่ ที่ต้องรับการสนับสนุนงบประมาณ จากจังหวัดทหารบก
               จัดการติดต่อสื่อสาร ระหว่างที่ตั้งหน่วยทหารในเขตพื้นที่
                การดำเนินงานของอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม ๙ ทัพ ซึ่งกองทัพบก ได้จัดตั้ง ขึ้น ณ บริเวณทุ่งลาดหญ้า เขาท่ากะทิ บ้านโป่งปัด ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน โดยมีความมุ่งหวัง เพื่อเป็นสถานที่ศึกษา และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เกี่ยวกับสงคราม ๙ ทัพ โดยที่ผ่านมา ได้ให้การสนับสนุนส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา จากสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ในการเยี่ยมชม และเข้ามาศึกษาดูงาน จำนวนกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี